Maximum Hanger Spacing for Steel Pipe

ระยะห่างสูงสุดของตัวแขวนท่อ

ตามมาตรฐานระบบท่อน้ำดับเพลิง NFPA 13 (ฉบับ 2019) ระยะห่างสูงสุดระหว่างตัวแขวนท่อ (Hanger Spacing) ในแนวนอนจะขึ้นอยู่กับขนาดของท่อ ดังนี้:

  • ท่อขนาด 1 นิ้ว (25 mm) ถึง 1 1/4 นิ้ว (32 mm): ระยะห่างสูงสุด ไม่เกิน 3.7 เมตร (12 ฟุต)
  • ท่อขนาด 1 1/2 นิ้ว (40 mm) ขึ้นไปจนถึงขนาดใหญ่: ระยะห่างสูงสุด ไม่เกิน 4.6 เมตร (15 ฟุต)

ข้อกำหนดเพิ่มเติมที่สำคัญตามNFPA 13

  • ความสามารถในการรับน้ำหนัก: ตัวแขวนท่อ (Hanger) ต้องได้รับการออกแบบให้สามารถรับน้ำหนักได้ อย่างน้อย 5 เท่า ของน้ำหนักท่อที่บรรจุน้ำเต็ม บวกกับน้ำหนักเพิ่มเติมอีก 250 ปอนด์ (ประมาณ 114–115 กิโลกรัม) ในแต่ละจุดรองรับ
  • ตำแหน่งติดตั้งใกล้ข้อต่อ: ต้องติดตั้งตัวแขวนท่อในระยะที่เหมาะสมทั้งสองด้านของข้อต่อท่อ เช่น สามทาง (Tee), ข้องอ (Elbow) หรือตัวลดขนาด (Reducer)
  • ท่อแนวตั้ง (Risers): มีเกณฑ์กำหนดจุดติดตั้งอย่างน้อย 1-2 จุดต่อชั้น ขึ้นอยู่กับความสูงและลักษณะของท่อสาขา
ระยะห่างสูงสุดของตัวแขวนท่อ

ระยะห่างสูงสุดระหว่างตัวแขวนท่อ (Hanger) ตามขนาดท่อ (มม.) และชนิดท่อ โดยอ้างอิง NFPA 13 ตารางที่ปรากฏในภาพ หน่วยเป็นเมตร (m) ช่องที่เป็น NA คือไม่อนุญาต/ไม่สามารถใช้ได้ ช่องท่อเหล็ก 65 มม. ถูกไฮไลต์ด้วยกรอบสีแดง และมีภาพประกอบตัวแขวนท่อใต้ฝ้าเพดานแสดง Maximum Hanger Spacing

ขนาดท่อ (มม.) →

ชนิดท่อ2025324050658090100125150200
Steel pipe except threaded lightwallNA3.73.74.64.64.64.64.64.64.64.64.6
Threaded lightwall steel pipeNA3.73.73.73.73.73.7NANANANANA
Copper tube2.42.43.03.03.73.73.74.64.64.64.64.6
CPVC1.71.82.02.12.42.73.0NANANANANA
Ductile-iron pipeNANANANANANA4.6NA4.6NA4.64.6

ตารางข้อมูลจากภาพ: ขนาดท่อ (มม.) และระยะห่างสูงสุด (ม.)

หมายเหตุ

  • ค่าในตารางคือระยะห่างสูงสุดระหว่างตัวแขวน (เมตร)
  • NA = ไม่อนุญาต / ไม่สามารถใช้ได้
  • ให้ดูข้อกำหนดฉบับเต็มใน NFPA 13 ข้อ 9.2.2.2.1(b)
  • ระยะห่างอาจถูกจำกัดเพิ่มเติมตามข้อกำหนดแผ่นดินไหว กฎหมายท้องถิ่น หรือข้อกำหนดโครงการ

ในการออกแบบระบบท่อดับเพลิงตามมาตรฐาน NFPA 13 มีข้อควรระวังสำคัญหลายประการที่วิศวกรและผู้จัดทำแบบมักมองข้าม ซึ่งอาจส่งผลให้ระบบไม่ผ่านการตรวจการจ้างหรือเกิดความเสียหายเมื่อใช้งานจริง โดยแบ่งออกเป็นหมวดหมู่หลักๆ ดังนี้:

1.ข้อควรระวังเกี่ยวกับตัวแขวนและจุดรองรับท่อ (Hanging & Supporting)

  • ระยะห่างจากหัวสปริงเกลอร์ (Sprinkler Clearance): ห้ามติดตั้งตัวแขวนท่อใกล้กับหัวสปริงเกลอร์มากเกินไป เพื่อไม่ให้ขัดขวางทิศทางการฉีดน้ำ โดยทั่วไปต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย 3 นิ้ว (75 mm) สำหรับท่อกิ่ง (Branch lines)
  • การติดตั้งใกล้จุดเปลี่ยนทิศทาง: บริเวณข้อต่อ ข้องอ หรือสามทาง ควรมีตัวแขวนท่อรองรับในระยะ ไม่เกิน 3 ฟุต (0.9 เมตร) จากจุดเปลี่ยนทิศทาง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อเกิดการสะบัดหรือแอ่นตัวจากแรงดันน้ำ (Surge)
  • การคำนวณโครงสร้างอาคาร: ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า โครงสร้างของอาคาร (คาน, พื้นคอนกรีต) ในจุดที่ยึดพุก (Anchor/Insert) สามารถรับน้ำหนักตามเกณฑ์ 5 เท่าของน้ำหนักท่อรวมน้ำ + 250 ปอนด์ ได้จริง โดยไม่ทำให้โครงสร้างเสียหาย

2.ข้อควรระวังเกี่ยวกับระบบป้องกันแผ่นดินไหว (Seismic Bracing)

  • เขตพื้นที่เสี่ยงภัย: หากอาคารตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงแผ่นดินไหว (เช่น ตามกฎหมายควบคุมอาคารของไทย) ต้องออกแบบค้ำยันกันสะเทือน (Seismic Bracing) ทั้งแนวขวาง (Lateral) และแนวราบ (Longitudinal)
  • ข้อต่อยืดหยุ่น (Flexible Couplings): ต้องออกแบบให้มีข้อต่อยืดหยุ่นในจุดที่ท่อวิ่งผ่านรอยต่อโครงสร้างอาคาร (Building Expansion Joints) หรือจุดที่ท่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ขนาดใหญ่ เพื่อยอมรับการทรุดตัวหรือการขยับตัวที่ต่างกันได้
  • ระยะห่างรอบท่อ (Clearance around pipes): ท่อที่วิ่งทะลุผ่านผนัง คาน หรือพื้นคอนกรีต ต้องมีการเผื่อช่องว่าง (Clearance) รอบท่อไว้ตามที่มาตรฐานกำหนด เพื่อไม่ให้ท่อถูกกระแทกจนแตกหักเมื่อเกิดแผ่นดินไหว

3.ข้อควรระวังด้านชลศาสตร์และการไหลของน้ำ (Hydraulics & Drainage)

  • ความลาดเอียงของท่อ (Pipe Slope): ในระบบท่อแห้ง (Dry Pipe System) หรือระบบที่เสี่ยงต่อการแช่แข็ง ท่อต้องมี ความลาดเอียงที่ถูกต้อง เพื่อให้สามารถระบายน้ำออกจากระบบได้หมด (Drainage) ป้องกันน้ำขังจนเกิดสนิมหรือท่อแตก
  • การเลือกขนาดท่อจากการคำนวณ: ห้ามใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดาในการกำหนดขนาดท่อเมนหลัก ต้องผ่านการคำนวณทางชลศาสตร์ (Hydraulic Calculations) เพื่อให้มั่นใจว่าแรงดันและปริมาณน้ำที่หัวสปริงเกลอร์ตัวที่ไกลที่สุด (Most Remote Area) เป็นไปตามเกณฑ์
  • สิ่งกีดขวางการฉีดน้ำ (Obstructions): ต้องระวังตำแหน่งของท่อดักท์แอร์ (Duct), โคมไฟ หรือคานโครงสร้าง ไม่ให้บังทิศทางการกระจายน้ำของหัวสปริงเกลอร์ หากมีสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่เกินเกณฑ์มาตรฐาน ต้องออกแบบเพิ่มหัวสปริงเกลอร์ใต้สิ่งกีดขวางนั้น

4.ข้อควรระวังด้านวัสดุและการกัดกร่อน (Material & Corrosion)

  • การกัดกร่อนภายในท่อ (MIC – Microbiologically Influenced Corrosion): ต้องระวังการเกิดสนิมภายในท่อจากแบคทีเรีย ควรออกแบบให้มีวาล์วระบายอากาศ (Air Release Valve) ที่จุดสูงสุดของระบบท่อเปียก เพื่อลดปริมาณออกซิเจนที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสนิม
  • การผสมผสานวัสดุ (Galvanic Corrosion): หลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างโลหะต่างชนิดกันที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า เช่น ทองแดงกับเหล็กดำ โดยไม่มีตัวคั่นที่เหมาะสม (Dielectric Fitting)

ข้อควรระวัง: ภาพนี้เป็นกราฟิกที่ถอดข้อมูลมาจากตาราง ก่อนนำไปใช้ออกแบบจริง ควรตรวจสอบค่ากับมาตรฐาน NFPA 13 ฉบับทางการและฉบับที่ใช้บังคับในโครงการ

เพื่อให้การออกแบบระบบสปริงเกลอร์ดับเพลิงตามมาตรฐาน NFPA 13 มีประสิทธิภาพสูงสุด ประหยัดงบประมาณ และผ่านการตรวจสอบอย่างราบรื่น สามารถนำแนวทางและคำแนะนำเชิงปฏิบัติ (Practical Guidelines) เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในขั้นตอนการทำงานได้เลย

1.ขั้นตอนก่อนเริ่มเขียนแบบ (Pre-Design Phase)

  • จำแนกประเภทความอันตรายของพื้นที่ให้ถูกต้อง (Hazard Classification): นี่คือกระดุมเม็ดแรกที่ห้ามติดผิดเด็ดขาด เพราะจะกำหนดปริมาณน้ำ แรงดัน และระยะห่างของหัวสปริงเกลอร์ทั้งหมด
  • Light Hazard: สำนักงาน, โรงเรียน, โรงแรม
  • Ordinary Hazard (Group 1 & 2): โรงงานทั่วไป, ร้านค้า, พื้นที่จอดรถ, โรงผลิตงานไม้
  • Extra Hazard (Group 1 & 2): โรงพิมพ์, โรงกลั่น, โรงงานพลาสติก
  • Storage: คลังสินค้า (ต้องใช้เกณฑ์แยกเฉพาะตามความสูงและประเภทสินค้า)
  • ขอข้อมูลแหล่งจ่ายน้ำดิบ (Water Supply Data): ต้องทำการทดสอบอัตราการไหลและแรงดันน้ำ (Flow Test) จากท่อประธานสาธารณะ หรือกำหนดขนาดถังเก็บน้ำสำรองและปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) ให้ชัดเจนก่อนคำนวณท่อ

2.แนวทางการจัดวางตำแหน่งหัวสปริงเกลอร์ (Sprinkler Layout)

  • คุมระยะห่างสูงสุดและขั้นต่ำ:
  • ระยะห่างสูงสุด: ขึ้นอยู่กับประเภทความอันตราย (เช่น Ordinary Hazard ห่างกันได้ไม่เกิน 4.6 เมตร หรือพื้นที่ครอบคลุมไม่เกิน 12-12.1 ตร.ม. ต่อหัว)
  • ระยะห่างขั้นต่ำ: ห้ามติดตั้งหัวสปริงเกลอร์ใกล้กันเกิน 1.8 เมตร (6 ฟุต) เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำจากหัวหนึ่งฉีดไปทำความเย็นให้อีกหัว จนหัวข้างๆ ไม่ยอมทำงาน (Cold Soldering)
  • ระยะห่างจากผนัง: หัวสปริงเกลอร์ต้องอยู่ห่างจากผนัง ไม่เกินครึ่งหนึ่ง ของระยะห่างสูงสุดระหว่างหัว และต้องห่างจากผนังอย่างน้อย 4 นิ้ว (100 mm)

3.เทคนิคการเดินท่อและการคำนวณ (Piping & Hydraulics)

  • เลือกรูปแบบโครงข่ายท่อที่เหมาะสม:
  • Tree System (แบบกิ่งต้นไม้): ออกแบบง่ายที่สุด แต่ใช้ขนาดท่อใหญ่และเกิดสูญเสียแรงดัน (Pressure Drop) สูง
  • Loop / Grid System (แบบวงรอบ/ตาราง): น้ำวิ่งได้หลายทิศทาง ช่วยลดขนาดท่อประธานลงได้มาก ประหยัดค่าท่อ แต่ออกแบบและคำนวณซับซ้อนกว่า
  • เผื่อแรงดันสำรอง (Safety Margin): ในการคำนวณทางชลศาสตร์ (Hydraulic Calculation) อย่าคำนวณให้แรงดันพอดีเป๊ะกับความสามารถของปั๊ม ควรเผื่อ Safety Margin ไว้ประมาณ 5 – 10 PSI (หรือประมาณ 10%) เพื่อรองรับความเสื่อมสภาพของท่อหรือการขยายระบบในอนาคต

4.การประสานงานกับวิศวกรสาขาอื่น (Interdisciplinary Coordination)

  • BIM / 3D Clash Detection: ระบบท่อดับเพลิงเป็นระบบที่ไม่สามารถหักหลบได้บ่อยเท่าท่ออื่นๆ (เพราะมีผลต่อแรงดันชลศาสตร์และแนวการฉีดน้ำ) ควรนำแบบไปซ้อนกับงานโครงสร้าง (คาน) งานระบบปรับอากาศ (Duct) และงานไฟฟ้า (Tray) เพื่อเคลียร์จุดชน (Clash) ตั้งแต่ในแบบ
  • ตรวจสอบระดับฝ้าเพดาน (Ceiling Level): ระยะห่างจากโครงสร้างหรือฝ้าถึงกระเปาะแก้วของหัวสปริงเกลอร์ (Deflector) ต้องได้ตามที่มาตรฐานกำหนด (ปกติอยู่ระหว่าง 1-12 นิ้ว ใต้โครงสร้างไม่กีดขวาง) หากฝ้ามีการเปลี่ยนระดับ ต้องปรับระดับท่อตามทันที

สรุป Checklist สำคัญสำหรับผู้ออกแบบ

  1. ระบุประเภทความอันตราย (Hazard) ในแบบชัดเจน
  2. มีผลคำนวณ Hydraulic Calculation แนบพร้อมแบบ (ยกเว้นระบบขนาดเล็กที่ใช้ตาราง Pipe Schedule)
  3. ระบุตำแหน่งวาล์วทดสอบระบบ (Inspector’s Test Connection) ที่จุดปลายสาย
  4. ระบุตำแหน่งวาล์วระบายอากาศ (Automatic Air Vent) ที่จุดสูงสุดของท่อเมน
  5. ตรวจสอบแนวคานและท่อดักท์แอร์เพื่อเลี่ยงสิ่งกีดขวางการฉีดน้ำ (Obstruction)
Message us