ช่วงการติดไฟ (Flammable Range)
ทำความเข้าใจง่ายๆ เกี่ยวกับ จุดวาบไฟ (Flash Point) และ ช่วงการติดไฟ (Flammable Range) เพื่อความเข้าใจของการเกิดเพลิงไหม้

1. จุดวาบไฟ (Flash Point)
จุดวาบไฟ คืออุณหภูมิต่ำที่สุดที่ของเหลวสามารถระเหยเป็นไอเพียงพอให้เกิดการ “วาบไฟ” ได้เมื่อมีแหล่งจุดประกาย เช่น เปลวไฟหรือประกายไฟ
- หากอุณหภูมิสูงขึ้นอีกจนถึงระดับที่เรียกว่า จุดลุกไหม้ (Fire Point) จึงจะสามารถลุกไหม้ต่อเนื่องได้
จุดวาบไฟ (Flash point) คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ของเหลวไวไฟสามารถปล่อยไอระเหยออกมาในปริมาณที่เพียงพอที่จะติดไฟได้เมื่อมีแหล่งกำเนิดประกายไฟ หากความร้อนที่เกิดขึ้นจากการจุดไฟสามารถทำให้อากาศโดยรอบและไอของของเหลวติดไฟต่อไปได้ จะเรียกว่าจุดติดไฟ (Fire point) ซึ่งสูงกว่าจุดวาบไฟ ยิ่งจุดวาบไฟต่ำ ของเหลวก็จะยิ่งอันตรายและติดไฟได้ง่าย
- ลักษณะไอระเหย
เมื่อของเหลวร้อนถึงจุดวาบไฟ ไอระเหยที่เกิดขึ้นจะผสมกับอากาศในสัดส่วนที่เหมาะสมและติดไฟได้ทันทีหากมีประกายไฟ
- ความสำคัญ
จุดวาบไฟใช้เพื่อระบุระดับความไวไฟของสารเคมีและใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในการจัดเก็บ ขนส่ง และใช้งานของเหลวไวไฟ
- การใช้งาน
ในทางปฏิบัติ จุดวาบไฟถูกนำไปใช้เพื่อจำแนกประเภทของสารเคมี เช่น สารไวไฟ (Flammable) และสารติดไฟได้ (Combustible)
- ความแตกต่างจากจุดติดไฟเอง
จุดวาบไฟไม่เหมือนกับ จุดติดไฟเอง (Autoignition temperature) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สารจะติดไฟได้เองโดยไม่ต้องอาศัยประกายไฟ จุดติดไฟเองมักจะสูงกว่าจุดวาบไฟมาก
ตัวอย่างเช่น
- น้ำมันเบนซินมีจุดวาบไฟประมาณ – 40°C → จึงติดไฟได้ง่ายมาก
- น้ำมันดีเซลมีจุดวาบไฟประมาณ 52°C → ปลอดภัยกว่าในการจัดเก็บ
– จุดวาบไฟใช้จัดประเภทสารไวไฟและประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
2. ช่วงการติดไฟ (Flammable Range)
ช่วงการติดไฟ คือช่วงความเข้มข้นของไอเชื้อเพลิงในอากาศที่สามารถติดไฟได้
ช่วงการติดไฟนี้จะถูกกำหนดโดย
- ขีดจำกัดการติดไฟล่าง (Lower Flammable Limit – LFL)
ความเข้มข้นต่ำสุดของไอเชื้อเพลิงในอากาศที่สามารถลุกไหม้ได้
หากต่ำกว่านี้ – ไอน้ำมัน “จางเกินไป” จนไม่ติดไฟ
- ขีดจำกัดการติดไฟบน (Upper Flammable Limit – UFL)
ความเข้มข้นสูงสุดของไอเชื้อเพลิงที่ยังสามารถติดไฟได้
หากสูงกว่านี้ – “เข้มข้นเกินไป” จนไม่มีออกซิเจนพอที่จะเผาไหม้
ตัวอย่างเช่น
เบนซินมีช่วงการติดไฟประมาณ 1.4% – 7.6% ในอากาศ
- ถ้ามีไอเบนซินน้อยกว่าประมาณ 1.4% → ไม่ติดไฟ (บางเกินไป)
- ถ้ามากกว่า 7.6% → ไม่ติดไฟ (ข้นเกินไป)
ค่าเหล่านี้มีสำคัญ
- ใช้ประเมินความเสี่ยงในโรงงานหรือสถานที่เก็บสารเคมี
- ใช้กำหนดมาตรการระบายอากาศ
- ใช้พัฒนาแผนป้องกันไฟไหม้และการจัดการเหตุฉุกเฉิน
- ช่วยเลือกอุณหภูมิที่ปลอดภัยในการจัดเก็บของเหลวไวไฟ
- ทำให้มีความเข้าใจในการเกิดเพลิงไหม้
