Pressure Relief Valve For Fire Water System (PRV)

วาล์วนิรภัยของท่อน้ำดับเพลิง

Pressure Relief Valve For Fire Water System (PRV)

วาล์วนิรภัย (Safety Valve หรือ Pressure Safety Valve) ในระบบดับเพลิง คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ระบายแรงดันส่วนเกินออกจากระบบโดยอัตโนมัติ เมื่อแรงดันภายในท่อหรือถังเก็บสูงเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อแตก ปั๊มน้ำเสียหาย หรือเกิดอันตรายต่อระบบ

หน้าที่และการทำงาน

  • ระบายแรงดันเกิน: เมื่อแรงดันในระบบสูงเกินค่า Set Pressure (เช่น แรงดันจากเครื่องสูบน้ำดับเพลิง Fire Pump หรือการขยายตัวของความร้อน) วาล์วจะเปิดออกเองทันทีเพื่อระบายน้ำหรือแรงดันส่วนเกินออก
  • ปิดอัตโนมัติ: เมื่อแรงดันในระบบลดลงกลับสู่ระดับปกติ วาล์วจะปิดสนิทด้วยแรงสปริง เพื่อให้ระบบดับเพลิงยังคงกักเก็บแรงดันและพร้อมใช้งานได้ตามปกติ

ชนิดของวาล์วที่เกี่ยวข้องในระบบป้องกันอัคคีภัย

  • Safety Valve / Relief Valve: ใช้ควบคุมและป้องกันแรงดันเกินในชุดปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) หรือระบบโฟมดับเพลิง
  • Alarm Valve: วาล์วแจ้งเตือนในระบบสปริงเกอร์ (Wet Pipe Sprinkler System) ซึ่งจะเปิดให้น้ำไหลผ่านและส่งเสียงเตือนเมื่อหัวสปริงเกอร์ทำงาน
  • Check Valve (วาล์วกันกลับ): ติดตั้งที่ฐานหัวจ่ายน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) หรือท่อยืน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับและรักษาแรงดันน้ำในเส้นท่อ
Pressure Relief Valve For Fire Water System (PRV)

วาล์วระบายแรงดัน (Pressure Relief Valve หรือ PRV) ในระบบน้ำดับเพลิง ทำหน้าที่เป็นวาล์วนิรภัยที่คอยปกป้องระบบท่อ หัวกระจายน้ำดับเพลิง (Sprinkler) และอุปกรณ์ต่าง ๆ ไม่ให้เกิดความเสียหายจากการที่แรงดันภายในระบบพุ่งสูงเกินไป โดยจะติดตั้งอยู่ตามจุดสำคัญ เช่น บริเวณท่อ Discharge ของปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) หรือฝั่ง System Side ของ Alarm Valve

วาล์วระบายแรงดันสำหรับระบบดับเพลิงที่นิยมใช้งานตามมาตรฐาน NFPA มีลักษณะหน้าตาและการทำงานหลัก ๆ อยู่ 2 ประเภท ดังนี้

1. ชนิดควบคุมด้วยไพล็อต (Pilot-Operated Relief Valve)

เป็นวาล์วรุ่นใหม่ที่นิยมใช้ในห้องปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump Room) ยุคปัจจุบัน มีโครงสร้างไดอะแฟรมขนาดใหญ่และมีชุดวาล์วควบคุมขนาดเล็ก (Pilot Valve) ติดตั้งอยู่ด้านข้างตัววาล์วหลัก

  • จุดเด่น: สามารถตอบสนองต่อแรงดันได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำสูง และคงเสถียรภาพของแรงดันในระบบขนาดใหญ่ได้ดีเยี่ยม

2. ชนิดใช้แรงสปริงโดยตรง (Direct-Acting / Spring-Loaded Relief Valve)

เป็นวาล์วทรงกระบอกแบบดั้งเดิมที่ใช้กลไกแรงกดของสปริงภายในในการกดแผ่นปิดวาล์ว (Disc) ไว้ โดยมักจะมีโครงสร้างเป็นทองเหลืองหรือเหล็กหล่อสีแดง และมีฝาครอบ (Cap) ด้านบนสำหรับเปิดปรับตั้งค่าสกรูสปริง

  • จุดเด่น: มีขนาดกระทัดรัด กลไกไม่ซับซ้อน มักใช้เป็นวาล์วระบายแรงดันขนาดเล็กตามท่อเปียก (Wet Pipe System) เพื่อป้องกันแรงดันเกินจากอุณหภูมิ หรือใช้เป็นวาล์วระบายความร้อนเพื่อป้องกันปั๊มไหม้ (Casing / Circulation Relief Valve)

ข้อสังเกตสำคัญ: ในระบบดับเพลิง คำว่า “PRV” สามารถสื่อถึงวาล์วได้ 2 ชนิดที่มีหน้าที่ต่างกันสิ้นเชิง คือ Pressure Relief Valve (วาล์วนิรภัยที่ปกติจะปิด และเปิดระบายน้ำทิ้งเมื่อแรงดันเกิน) และ Pressure Reducing Valve (วาล์วลดแรงดัน ที่เปิดตลอดเวลาเพื่อหรี่น้ำให้แรงดันปลายสายลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย) ซึ่งอุปกรณ์ทั้งสองชนิดนี้ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานการดับเพลิงสากล เช่น UL Listed หรือ FM Approved เท่านั้น

    ระบบท่อน้ำดับเพลิงสีแดงที่ติดตั้งวาล์วระบายความดัน (PRV) ตัวถังสีน้ำเงิน พร้อม Pilot valve, Isolation valve และเกจวัดความดัน

ส่วนรายละเอียด
Fire Lineท่อน้ำดับเพลิงสีแดง มีลูกศรบอกทิศทางการไหล (ท่อแนวตั้งไหลลง และท่อแนวนอนไหลไปทางขวา)
PRV (Pressure Relief Valve)วาล์วระบายความดัน ตัวถังสีน้ำเงิน มีป้ายชื่อ (Nameplate) ระบุหัวข้อ Size, Set Press., Inlet, Outlet (ค่าในป้ายอ่านไม่ชัดเจนในภาพ)
Pilot Valveวาล์วนำร่องสีทองเหลืองที่ต่อกับท่อทองแดงขนาดเล็ก ใช้ควบคุมการทำงานของ PRV
Isolation Valveวาล์วแยกระบบ (ด้ามหมุนสีแดง) ที่เส้นท่อเล็กของ Pilot ใช้ปิดเพื่อบำรุงรักษา
Pressure Gaugesเกจวัดความดัน 2 ตัว ติดตั้งบริเวณวาล์ว
Fire Alarmกล่องสัญญาณเตือนอัคคีภัย (ป้าย “FIRE”) ที่ผนังด้านซ้าย

ประโยชน์สูงสุดของวาล์วนิรภัยในระบบดับเพลิง คือการเป็น “ด่านป้องกันสุดท้าย” เพื่อความปลอดภัยของชีวิต ทรัพย์สิน และโครงสร้างระบบดับเพลิงทั้งหมด โดยสามารถสรุปประโยชน์สำคัญได้เป็น 3 ด้านหลักๆ ดังนี้

1. ปกป้องอุปกรณ์และโครงสร้างระบบ (Equipment Protection)

  • ป้องกันท่อแตกและอุปกรณ์เสียหาย: เมื่อปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) ทำงาน แรงดันน้ำจะสูงมาก หากเกิดการอุดตันหรือปิดวาล์วผิดจุด วาล์วนิรภัยจะช่วยระบายแรงดันออกทันที ทำให้ท่อ ข้อต่อ และหัวสปริงเกอร์ไม่ระเบิดหรือเสียหาย
  • ยืดอายุการใช้งานของปั๊มน้ำ: ป้องกันไม่ให้ปั๊มน้ำเกิดสภาวะแรงดันอั้น (Shut-off Head) นานเกินไป ซึ่งอาจทำให้มอเตอร์หรือเครื่องยนต์ไหม้และพังเสียหายได้

2. รักษาเสถียรภาพและความพร้อมใช้งาน (System Readiness)

  • ควบคุมแรงดันให้คงที่: ช่วยให้แรงดันในระบบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยตลอดเวลา ส่งผลให้หัวสปริงเกอร์หรือหัวฉีดน้ำดับเพลิงสามารถจ่ายน้ำด้วยแรงดันที่เหมาะสมและสม่ำเสมอเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
  • ป้องกันความเสียหายจาก “Water Hammer”: ช่วยลดแรงกระแทกของน้ำที่เกิดขึ้นกะทันหันในเส้นท่อ (เช่น ตอนเปิด-ปิดวาล์วหรือสตาร์ทปั๊มอย่างรวดเร็ว) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบท่อแตกร้าว

3. ด้านความปลอดภัยและกฎหมาย (Safety & Compliance)

  • ป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรง: ลดความเสี่ยงที่อุปกรณ์หรือถังแรงดันจะระเบิด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือผู้อยู่อาศัยในอาคาร
  • เป็นไปตามมาตรฐานสากลและกฎหมาย: การติดตั้งวาล์วนิรภัยเป็นข้อบังคับที่จำเป็นตามมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย (เช่น มาตรฐาน NFPA) เพื่อให้รับประกันได้ว่าอาคารนั้นๆ ผ่านเกณฑ์ความปลอดภัยและสามารถใช้งานระบบดับเพลิงได้อย่างมั่นใจ

การดูแลบำรุงรักษาวาล์วนิรภัย (Safety / Relief Valve) ในระบบดับเพลิง ต้องทำอย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐาน NFPA 25 เพื่อให้มั่นใจว่าวาล์วจะไม่ “ติดตาย” และพร้อมทำงานทันทีเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยมีแนวทางปฏิบัติแบ่งตามระยะเวลาดังนี้

1. การตรวจสอบด้วยสายตา (Visual Inspection) — ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ / ทุกเดือน

  • ตรวจเช็คการรั่วซึม: ดูว่ามีน้ำหยดหรือซึมออกจากตัววาล์ว หรือปลายท่อระบาย (Discharge Pipe) หรือไม่
  • ตรวจสภาพภายนอก: ตัววาล์วต้องไม่มีสนิมกัดกร่อน ไม่มีสิ่งสกปรก หรือสิ่งอุดตันที่ช่องระบาย
  • ตรวจสอบวาล์วตัดตอน (Isolation Valve): วาล์วที่อยู่ก่อนเข้าวาล์วนิรภัย (ถ้ามี) ต้องอยู่ในตำแหน่ง “เปิดสนิท” (Normally Open) และมีการคล้องโซ่หรือล็อกกุญแจไว้เสมอ เพื่อป้องกันคนมาแอบปิด

2. การทดสอบการทำงาน (Operational Testing) — ทำทุก 3 เดือน / 1 ปี

  • การทดสอบเปิดวาล์ว (Trip Test / Hand Lever Test): หากเป็นวาล์วชนิดมีก้านยก ให้ลองโยกก้านยกเพื่อเปิดวาล์วด้วยมือ (ถ้าระบบยอมให้ทำ) เพื่อดูว่ากลไกสปริงภายในยังขยับได้สะดวกและไม่ติดขัด
  • การทดสอบร่วมกับปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump Annual Test): ในรอบการทดสอบปั๊มประจำปี ให้ทดสอบสตาร์ทปั๊มน้ำดับเพลิงที่สภาวะแรงดันสูงสุด (Shut-off Head) เพื่อดูว่าวาล์วนิรภัยระบายน้ำออกตามค่าแรงดันที่ตั้งไว้ (Set Pressure) อย่างถูกต้องหรือไม่ และเมื่อปั๊มหยุด วาล์วต้องปิดสนิท 100%

3. การบำรุงรักษาและการทดสอบใหญ่ (Maintenance & Calibration) — ทุก 3 – 5 ปี

  • การถอดทดสอบและตั้งค่าใหม่ (Recalibration): ควรถอดวาล์วนิรภัยไปทดสอบบนแท่นทดสอบ (Test Bench) โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบชิ้นส่วนภายใน เปลี่ยนซีลยาง (Gasket/O-ring) ที่เสื่อมสภาพ และตั้งค่าแรงดันให้แม่นยำตามสเปกโรงงาน
  • การเปลี่ยนวาล์วใหม่: มาตรฐาน NFPA ระบุว่า วาล์วนิรภัยบางประเภทในระบบดับเพลิง (เช่น วาล์วระบายแรงดันเกินจากความร้อนในระบบท่อเปียก) ควรได้รับการเปลี่ยนใหม่หรือถอดไปทดสอบใหญ่ทุกๆ 5 ปี

ข้อควรระวังสำคัญ

  • ห้ามอุดหรืออุดตันช่องระบาย: ท่อระบายน้ำที่ต่อออกจากวาล์วนิรภัยต้องปล่อยโล่งสู่ที่ปลอดภัย (เช่น ถังพักน้ำ หรือระบายลงท่อระบายน้ำ) ห้ามมีวาล์วคั่น หรือมีสิ่งอุดตันเด็ดขาด
  • บันทึกประวัติ: ทุกครั้งที่มีการตรวจสอบ ทดสอบ หรือปรับตั้งค่า จะต้องทำป้าย Tag ผูกไว้ที่ตัววาล์ว และลงบันทึกในเอกสารบำรุงรักษาของอาคารอย่างเคร่งครัด
Message us